Railway heading to Hue, Vietnam

รถไฟสายนี้มุ่งสู้เว้ เวียดนามกลาง

ครั้งแรกกับการนั่งรถไฟในเวียดนาม ด้วยระยะทางที่ยาวไกล เกือบ 12 ชั่วโมง จากฮานอยสู้เมืองเว้ เป็นการนั่งรถไฟข้ามภูมิภาคจากเวียดนามเหนือลงไปยังเวียดนามกลางเลยทีเดียว


เก็บตกก่อนออกจากฮานอย เรากลับจากฮาลองเบย์ก็ค่ำแล้ว รีบออกไปหามื้อเย็น ได้ก๋วยเตี๋ยวไก่เส้นมาม่า ที่เราหมายตาไว้เมื่อวันก่อนมากินกัน เป็นร้านข้างถนนธรรมดาๆ รสชาติอร่อยทีเดียว ราคาชามละ 60 บาท น้ำซุปเข้มข้นมาก ดำเข้มเชียวแหละ ไก่ก็เปื่อย เคี้ยวง่ายเลย
อิ่มท้องแล้ว เราก็รีบทำเวลา กลับไปโฮสเทลเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และรีบอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปขึ้นรถไฟ ให้ที่โรงแรมเรียกแท๊กซี่ให้ ได้ในราคาคนละประมาณ 45 บาท (ขอใช้สกุลเงินไทยไปเลยละกันง่ายดี)
 เราถือโอกาสประหยัดค่าที่พักคืนนี้ไปเลย เพราะ ออกเดินทางตอนห้าทุ่ม ถึงเวลาสายๆของอีกวัน
ถึงสถานีรถไฟฮานอย หรือที่นี่เค้าจะเรียกว่า  GA เราก็ยืนงงๆ มีผู้ชายแต่งชุดธรรมดา เข้ามาคุยด้วยพร้อมขอดูตั๋ว เราก็งงๆ พนักงานรถไฟก็ไม่ใช่ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบนะ ก็จะไม่ให้ตั๋วเขาดู ก็จะขอดูให้ได้ ก็ให้ดูไป แล้วเขาก็ให้เรานั่งรอในชานชาลา เมื่อถึงเวลารถไฟจะออก เขาเปิดประตูให้เข้าไปด้านในชานชาลา ตาผู้ชายคนเดิมก็มาเรียกเราพร้อมจะช่วยถือกระเป๋า พวกเราก็โนววววววววว กัน เอะๆใจว่า อินี่มันใคร มันต้องการอะไรรึป่าว ยิ่งระแวงคนเวียดนามชอบหลอก อยู่ด้วย เลยขอกระเป๋ากลับมาถือเองและไม่สนใจ เข้าไปในชานชาลาและหาที่นั่งกันเอง มาคิดได้ว่า เขาคงจะคอยหารายได้จากการดูแลนักท่องเที่ยว ช่วยถือกระเป๋าให้อะไรให้ จนไปส่งถึงตู้ คือพอดีว่า เห็นเขาไปช่วยคนอื่นเลยเข้าใจ


หาตู้เจอก็จัดการสำรวจที่นอนกัน ใช้ได้เลย นอนสบาย เราเลือกเป็นแบบแพงสุด แพงพอๆกับตั๋วเครื่องบินในประเทสเลยนะ แต่เราอยากได้ประสบการณ์นั่งรถไฟบ้าง ก็สนุกดี ตู้หนึ่งมีสี่ที่ บนล่าง ใครอยู่ข้างบนก็ต้องปีนขึ้นไปหน่อย แต่มีที่เก็บของ สัมภาระด้านบนให้ด้วยนะ ก็สะดวกดี มีไฟหัวเตียงให้ มีราวแขวนผ้าด้วย ที่ผนังข้างๆ เตียง ด้านล่างมีโต็ะกลางไว้นั่งจิบชิมกาแฟ ทานอาหารกันได้ มีหมอนและผ้าห่มให้พร้อม มันก็ไม่ได้สะอาดอะไรมาก อย่าคาดหวังกับมันมากนัก เราก็ได้ใช้งานมันเต็มที่แหละ
พอได้เวลารถไฟก็ออกตามกำหนด ตรงเวลาเลยทีเดียว จากนั้นเราก็พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ลืมบอกไป เราได้นอนเตียงข้างล่างสบายเลย เตียงบนก็เป็นสองพ่อลูกชาวเวียดนาม โชคดีที่เขาทั้งคู่เงียบมากๆ เราเลยหลับสบายตลอดทาง

ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเป็นวิวทุ่งนา สีเหลืองทอง มองเพลินดีมาก เข้ากับบรรยากาศรถไฟเป็นอย่างดี
 <โต๊ะกลางเขาก็มีกระถางดอกไม้เก๋ๆด้วยนะ 
ตื่นเช้ามาก็กลิ้งไปกลิ้งมาสักพัก แล้วก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน อ่างล้างหน้าบนรถไฟโอเคเลยนะ เกินคาด   ส่วนห้องน้ำมีสองแบบ คือแบบชักโครกกับแบบนั่งยอง แบบชักโครกอ่านรีวิวมาไม่เวิร์ค ของจริงก็มีกลิ่นตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดเข้าไปเลยเลือกใช้บริการแบบนั่งยองดีกว่า เข้าไปก็งงๆ นิดหน่อยด้วยความที่ ปุ่มกดมันหักไม่สมประกอบเลย หาปุ่มกดน้ำไม่เจอ และน้ำมันก็เอ่อโถ น่าประทับใจมาก จะทำน้ำท่วมห้องน้ำเขาไหมเนี่ย แล้วก็เจอปุ่มกด กดๆๆๆๆไป เฮ้อ มันก็ลงไปข้างล่างทั้งหมด พรวดดด เห็นภาพมะ ทำไมต้องอธิบายซะละเอียดขนาดนี้เนี่ย คือสรุปการทำงานของมันก็คล้ายๆกับห้องน้ำรถทัวร์บ้านเราแหละ
จบเรื่องห้องน้ำ พอๆ ถึงเว้ดีกว่า ก็ตามเวลานะ เราให้โรงแรมหารถมารับเราที่สถานีรถไฟ พอออกไปจากชานชาลาเท่านั้นแหละ คงนึกภาพบรรดาวินมอเตอร์ไซด์ แท๊กซี่ สามล้อ รุมทึ้งนักท่องเที่ยวออกนะ แต่มันก็ไม่ได้น่าเกลียดหรอก ทุกอย่างอยู่ที่เรา เวียดนามไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครคิด แค่เราระวังตัวเท่านั้นเอง


โรงแรมที่เว้ เป็นที่ที่เราประทับใจมากที่สุด ด้วยเรื่องของการบริการ ที่ยิ้มแย้มและพร้อมช่วยเหลือเราทุกเรื่อง ถึงโรงแรมก็มีเสิร์ฟ ชา กาแฟ ผลไม้ ชื่นใจจริงๆ จังหวะดีที่เวลานั้นมีโรงแรมเปิดใหม่และมีร้านอาหารซึ่งมีส่วนลดให้กับทางโรงแรม 20% ซึ่งอยู่ซอยข้างๆ เดินไปไม่ไกลเลย เราเลยฝากท้องมื้อแรกที่เว้ไว้กับที่นี่ ร้านอาหารโรงแรม  Hue Serene Palace Hotel เราดูไฮโซขึ้นมาทันที หลังจากที่กิน นอนแบบซำเหมามาโดยตลอด เราเลือกกินอาหารขึ้นชื่อของเว้ จากรูปเป็น บุ๋นเนื้อ คือชอบมาก 
Bun Bo Hue

ทานมื้อเที่ยงแล้วก็ออกเที่ยวเมืองเว้กัน ทริปนี้เราเลือกแบบทัวร์สบาย เช่ารถพร้อมคนขับ ไฮโซอีกละ นั่งครุซ ด้วยคร่า ลุยยยยย หรูป๊ะล่ะ
ที่แรก ไปที่ที่ไกลๆก่อน คือ สุสานจักรพรรดิ์ไคดิงห์
เสียค่าเข้าคนละ  80,000 ด่อง ประมาณ 120 บาท ที่นี่เป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุด และมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกได้อย่างสวยงาม



สถานที่ต่อไป วัดเทียนมู่ ริมน้ำเว้ เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม สูงลดหลั่นกัน 7 ชั้น

รถคันนี้มีเรื่องราว พระภิกษุทิกกวางหยุก เจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ได้ใช้รถออสตินสีฟ้าคันเล็กเป็นพาหนะไปเผาตัวเองที่กลางกรุงไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ในช่วงสายของวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506 เพื่อประท้วงการบังคับให้ประชาชนไปนับถือศาสนาคริสต์และการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลโงดินห์เดียมที่เป็นคาทอลิก 



ออกจากวัดเทียนมู่ เรามุ่งหน้าสู้พระราชวังเว้

ภายในพระราชวังกว้างขวาง แบ่งเป็นเรือนต่างๆมากกมาย
ทั้งเรือนพักของราชวงศ์ และเรือนที่ใช้ในโอกาสพิเศษต่างๆ

เดินเรื่อยๆจนเมื่อย ยอมแพ้ ขอลากลับที่พัก
ตอนแรกเราตั้งใจจะไปเดินตลาดดงบา ตอนกลางคืนจึงให้รถไปส่งที่โรงแรมเลย แต่ว่าเข้าใจผิด พอถึงโรงแรม พนักงานบอกว่า ตลาดนี้ปิดเร็ว ถ้าจะไปเดินต้องรีบออกไปเลย คือบั่บ เหนื่อยน่ะ ไม่ไปละ เลยเลือกไปเดินตลาดกลางคืนอีกแห่ง ใกล้ๆ กับโรงแรมแทน

เรือมังกร สัญลักษณ์ของเมืองเว้ หากอยากได้บรรยากาศล่องเรือลำน้ำหอมก็เรียกใช้บริการได้

พักผ่อนกันแล้วก็ออกไปเดินหามื้อเย็นกัน ร้านของกินมีเยอะ แต่ก็เลือกไม่ถูก ไม่รู้แบบไหนจะถูกปากเราบ้าง ก็เดินดูไปเรื่อยๆ ไปทางตลาดกลางคืน ริมแม่น้ำหอม สุดท้ายเข้าร้าน stop & go  ความรู้สึกส่วนตัว ไม่ค่อยประทับใจ อาหารน้อยไป ราคาปานกลาง เรานั่งอยู่โต๊ะเดียว สั่งมาแค่ 2 อย่าง กะว่าจะไปหาของกินต่อที่ตลาดกลางคืน สุดท้ายหลังจากเดินหลงไปมา ก็พบกับตลาดกลางคืน เหมือนตลาดนัดบ้านเรามาก และของไม่เยอะ แต่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศดีอยู่ ดูน่านั่งดีเหมือนกัน เมื่อไม่มีอะไรก็เดินกลับโรงแรมกัน แต่ด้วยอารมณ์อยากกินอะไรอีกสักนิด จึงได้แวะร้าน hot tuna คือมันใช่เลย ร้านนี้ อยู่ถนนติดกับโรงแรมเราเลย ก็จัดขนม เบียร์และคอกเทลกันไป ร้านชิลมาก บรรยากาศดี พนักงานบริการก็น่ารัก มาชวนคุยตลอด พอรู้ว่าเป็นคนไทย ก็ดีใจ เธอกำลังจะไปเรียนที่อุบลฯ พอดี
 เบียร์เว้ รสนุ่มลิ้น ได้ลองอีกอย่างคือ เฟสติเวลเบียร์ รสชาติดีกว่า น้องเขาบอกคนไทยชอบสั่งแบบนี้ คือมันสตรองกว่านะ และสดชื่น สรุปคือ อร่อยกว่า เว้เบียร์จริงๆ เว้เบียร์มันนุ่ม เบาๆ มากกว่า

นั่งกันเพลิน ดีนะที่พักอยู่ใกล้ เดินโซเซกลับไป แล้วก็นอนหลับฝันดี สบ๊ายสบาย 





0 comments:

Post a Comment